โลกที่เราไม่ต้องกลัวอีกต่อไป วันไกนเขาจะลบเฟสเรา
วันไหนบัคระบบจะล็อคโปรไฟล์เรา
ล็อคอ่ะไม่ว่าหรอก
แต่ช่วยแก้ไขให้ได้ทีเถอะ ติดต่อให้ได้ มีคนช่วยเหลือรับผิดชอบบ้าง
เจ้าของธุรกิจมากมายที่ประสบปัญหาจากระบบของโซเชียลมีเดียต่างประเทศ บางคนทรุดหนัก กิจการเสียหายยับเยินก็มาก
ยิ่งเรื่องโดนลด “รีช” Reach ปิดกั้น
“การมองเห็น“
บังคับจ่ายค่าโฆษณา หนักเลยเรื่องนี้
เหล่าชาวครีเอเตอร์ที่ลงมืออลงแรงทำแทบตาย แต่เขาแบ่งค่าเศษเงินมาให้ โดนบังคับให้สร้างผลงานทุกทางเพียงเพื่อให้สามารถมีรายได้ เหนื่อยเนอะ

วันนี้ผมกำลังเดินหน้าสร้างโลกโซเชียลของคนไทย ด้วย สองมือ สองแขนของตัวเอง ต้องการที่จะสร้างบ้านของคนไทย โดยไม่ต้องเกรงใจว่าช่องตัวเองจะปลิวตอนไหน
โดนเฉพาะการวิวาทะกับพวกเขมรกัมพูชา และทางแพลตฟอร์ม ต่างประเทศ อุ้มชูทางนั้น ผลักไสพวกเรา
ทุกอย่างนั้นมันจะจบลง บ้าน ของพวกเราคนไทย
ใกล้จะเสร็จในเร็ววันนี้แล้วครับ
ทำไมผมต้องลุกขึ้นมาทำอะไรแบบนี้น่ะหรอ อยู่ดีๆก็ดีอยู่แล้วไม่ต้องอดหลับอดนอน ไม่เหนื่อย


ผมแค้นครับ
เฟสบุ๊คที่ผมใช้มาเกือบ 20ปี
ตั้งแต่สมัยผมยังเรียนมหาวิทยาลัย จนวัยทำงาน ผ่านถึงวันที่มีครอบครัว มีลูกคนแรก มีลูกคนที่สอง และกระทั่งพ่อแม่ผมที่จากไป ทุกอย่างที่อยู่ในเฟสบุ๊คนั้น ถูกล็อค เพราะการทำงานผิดพลาดของระบบมัน โดยที่
ผมไม่ได้ทำอะไรผิด
ผมติดต่อไปทุกช่องทางเท่าที่จะติดต่อได้ ทำทุกอย่างตามกระบวนการก็ไม่สามารถแก้ไขได้ งานการผม “พัง” เพียงเพราะผมเชื่อว่า เฟสบุ๊คจะปลอดภัย สำหรับ สุจริตชนอย่างผม
ผมอดทนกับมันมานาน นานพอดูแล้ว บทความ งานที่ผมเคยทำให้เฟสบุ๊ค บทมันบังคับให้ลบ ผมก็ต้องลบ แต่ต่อไปนี้ พื้นที่นี้เป็นของผมเอง เป็นของคนไทย และผมจะสร้างมันให้ดี ให้ปลอดภัย เป็นบ้าน ตลาด เป็นร้านค้า เป็นชุมชน ของพวกเราคนไทย
ภายใต้ขอบเขตกฎหมายของไทย
เราก้าวออกมาสู้เพื่อตัวเอง ศักดิ์ศรีตัวเอง อิสรภาพของตัวเอง และอนาคต งาน เงิน ของครีเอเตอร์ไทย เราเดินแล้ว อย่าที่นายล่ะ ว่าจะร่วมสู้ ร่วมเดินไปกับเราไหม
แต่เดี๋ยวก่อน เราไม่ได้บอกให้นายเลิกเล่นเฟสบุ๊ค หรือติ๊กต๊อก นะ
นายยังต้องใช้มันเป็นสื่อโซเชียลตัวหนึ่งที่ทรงพลัง เพื่อขับเคลื่อนตัวนายเอง และนายใช้แพลตฟอร์มของไทยที่เรากำลังทำอยู่นี่ควบคู่ไปด้วย เอาไว้เป็นสถานที่พักผ่อน บ้านพัก หรือใครจะมาอยู่เป็นบ้านหลักก็ได้
กฎ กไลังร่าง ช่วงนี้ก็ค่อยๆทำต่อไป คิดว่า ไม่เกิน 7-10 วันข้างหน้านี้ มันจะพร้อมแล้วสำหรับเพื่อนๆกลุ่มแรกที่จะเข้ามา เมต้าเทส มันไปด้วยกัน
แล้วพบกันนะ
สู้โว้ย
อืม!! ที่นี่มุกดาหาร

โทษแต่ตัวเอง
แล้วเมื่อไหร่คนอื่นจะผิด เนอะ!
ไม่รู้ว่าป่านนี้ใครกันแน่ที่ลงหม้อ
เรื่องตลกขำๆไม่มีอะไรเป็นสาระครับก็แค่ขำกมี
ท่ามกลางสงครามโดรนและทุนสีเทา
เกิดกระแสความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาในโลกออนไลน์และแวดวงความมั่นคงภูมิภาค เมื่อบัญชีโซเชียลมีเดียของกัมพูชาได้มีการแชร์คลิปวิดีโอขบวนรถบรรทุกขนาดใหญ่ กำลังลำเลียงอากาศยานที่ถูกห่อแพ็กด้วยพลาสติกสีเขียวอย่างมิดชิด แยกส่วนลำตัวและปีก
พร้อมแปะธงชาติกัมพูชา เพื่อสร้างกระแสให้เข้าใจว่า กองทัพกัมพูชากำลังนำเข้า “เครื่องบินรบฝูงใหม่” เพื่อเตรียมพร้อมในการเผชิญหน้ากับกองทัพอากาศไทย
ภาพลวงตาข้ามประเทศแหล่งข่าวระดับสูงจากกองทัพอากาศ (ทอ.) และเพจวิเคราะห์ข้อมูลความมั่นคง Defense Info ได้ประสานเสียงตรวจสอบและ “จับโป๊ะ” ข้อมูลดังกล่าวทันที โดยระบุว่าคลิปดังกล่าวเป็น ข่าวปลอม (Fake News)
ที่ถูกบิดเบือนบริบทแท้จริงแล้วเป็นคลิปเก่าตั้งแต่ช่วงมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นภาพการลำเลียงเครื่องบินขับไล่/ฝึกขั้นก้าวหน้าแบบ

T-50I ของกองทัพอากาศอินโดนีเซีย ที่สั่งซื้อจากบริษัท KAI ประเทศเกาหลีใต้
โดยมีบริษัท CJ Logistics ดำเนินการขนส่งทางอากาศในสภาพถอดแยกชิ้นส่วน ก่อนจะใช้รถบรรทุกเคลื่อนย้ายไปประกอบคืนรูป ณ ฐานทัพอากาศอิสวาห์ยูดีห์ (Iswahjudi Air Force Base) ในชวาตะวันออก แต่กลับถูกนักปั่นเฟคนิวส์กัมพูชานำมาตัดต่อและใส่กราฟิกสร้างความเข้าใจผิด🔎 ถอดรหัสความทะเยอทะยาน: 3 ยุทธศาสตร์ “ทัพฟ้าพนมเปญ”แม้ภาพดังกล่าวจะไม่ใช่ความจริง แต่รายงานเชิงลึกจากหน่วยข่าวกรองชี้ชัดว่า กัมพูชามี “ความพยายามอย่างยิ่งยวด” ในการพัฒนาศักยภาพทางอากาศเพื่อคานอำนาจในภูมิภาค โดยแบ่งออกเป็น 3 แนวทางหลัก
1. แผนระยะยาว 5-10 ปี กับ “เงา” ของพญามังกรปัจจุบันกัมพูชาส่งนักบินไปชุบตัวและฝึกบินที่ประเทศจีนอย่างต่อเนื่อง คาดว่าเป้าหมายคือการจัดหาเครื่องบินรบจริงในอีก 5–10 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลปักกิ่งยังไม่มีนโยบาย “มอบให้ฟรี” หรือ “ขายเกื้อกูล” เครื่องบินรบสมรรถนะสูงให้กัมพูชาในเวลานี้ เว้นเสียแต่ว่ากัมพูชาจะจัดหางบประมาณมาเซ็นสัญญาซื้อขายด้วยตนเอง ซึ่งเป็นที่จับตาว่า ผู้นำกัมพูชาอาจขับเคลื่อนเมกะโปรเจกต์นี้ด้วยเม็ดเงินมหาศาลที่สะพัดมาจากกลุ่มธุรกิจทุนจีนเทา คาสิโนชายแดน และเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Scammer) ที่ฝังตัวอยู่ในประเทศ
2. แผนระยะสั้น: ปลุกผี MiG-21 ลุ้นฟื้นคืนชีพมีกระแสข่าวสะพัดว่า กองทัพกัมพูชากำลังพยายามหาวิธีซ่อมบำรุงและปรับปรุงสภาพ (Refurbish) อดีตเครื่องบินรบยุคสงครามเย็นอย่าง MiG-21 ที่ถูกสั่งกราวด์ (งดบิน) ไปนานหลายทศวรรษ โดยมีการติดต่อเชิญบริษัทเอกชนต่างประเทศเข้ามาสำรวจความเป็นไปได้ ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และความปลอดภัยในการดึงเครื่องบินเก่าเหล่านี้กลับมาสู่เวหาอีกครั้ง
3. ทางลัดยุทธศาสตร์: สงครามโดรน (UAV Ecosystem)ในระหว่างที่ยังไม่มีเครื่องบินรบกระแสหลัก กัมพูชาได้เบนเข็มเข้าสู่ “สงครามยุคใหม่” ด้วยการเร่งพัฒนาและสร้างกองกำลังอากาศยานไร้คนขับ (UAV) อย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมทั้ง:FPV Drones (โดรนพลีชีพบังคับมุมมองบุคคลที่หนึ่ง)Swarm Drones (โดรนฝูงบินรบอัจฉริยะ)Reconnaissance Drones (โดรนสอดแนมทางยุทธวิธี)ข้อสังเกตสำคัญ: ในห้วงสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณแนวชายแดนรอบล่าสุด มีรายงานว่าทหารกัมพูชาได้เริ่มบรรจุและใช้โดรนเหล่านี้เป็นอาวุธหลักในการโจมตีและตรวจการณ์ที่ตั้งทหารไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีข้อสันนิษฐานว่าอาจได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือมีผู้เชี่ยวชาญจากต่างชาติ/กลุ่มทุนสีเทาหนุนหลังในการควบคุมระบบ
🛡️ ทอ.ไทย… พร้อมรับมือแค่ไหน?
ท่ามกลางความเคลื่อนไหวรอบบ้าน กองทัพอากาศไทยยืนยันว่า “ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล แต่ไม่เคยประมาท”ในแง่เปรียบเทียบ ทอ.ไทย ยังคงถือไพ่เหนือกว่าอย่างมาก ทั้งด้านขีดความสามารถของนักบิน ระบบเรดาร์แจ้งเตือนภัยล่วงหน้า และระบบการซ่อมบำรุงที่เป็นมาตรฐานสากล อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ ทอ. ต้องเร่งดำเนินการควบคู่กันไปคือการเพิ่ม “ชั่วโมงบินฝึกซ้อม” ของนักบินไทยให้เข้มข้นขึ้นเพื่อพัฒนาทักษะการรบในมิติใหม่ รวมถึงการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีต่อต้านโดรน (Anti-Drone Systems) และระบบโดรนของฝั่งไทยเอง ซึ่งปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปมากเช่นกัน เพื่อให้พร้อมรับมือกับสงครามไฮบริดในอนาคตที่เทคโนโลยีอาจเปลี่ยนดุลอำนาจได้อย่างรวดเร็ว
MES789
Man Earth Stories
www.mes789.com
ปิดบัญชีคาแจ๊สขาว: กระสุนสวนตัดขั้วเอเย่นต์ยานรก
สรุปจากรายงานบันทึกประวัติการใช้อาวุธหน้างาน สถานีตำรวจภูธรโพธาราม, สถานีตำรวจภูธรบ้านโป่ง, ชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 7 (อินทรี 7) ร่วมกับรายงานข้อเท็จจริงสถานการณ์ความรุนแรงรายวัน เดลินิวส์ และสยามรัฐ วันที่ 22-23 มิถุนายน 2569

นี่คือแผนกบดานหนีคดี หรือจังหวะปิดประตูตายเพื่อดับเครื่องชนเจ้าหน้าที่รัฐ?
บ่ายแก่ๆ ในพื้นที่ชนบทอันเงียบสงบของตำบลชำแระ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี แทนที่จะเป็นช่วงเวลาปกติของชาวบ้าน กลับถูกฉีกออกด้วยเสียงปืนกลไกเอฟเฟกต์เดือดพุ่งผ่านอากาศ จุดเริ่มต้นของสถานการณ์วิกฤตเกิดขึ้นที่หน้าบ้านพักหลังหนึ่งบริเวณหมู่ 2 เมื่อรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า แจ๊ส สีขาว หมายเลขทะเบียน กษ 875 พระนครศรีอยุธยา ขับเข้ามาจอดสนิท พิกัดนี้กลายเป็นเป้าสายตาของเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.บ้านโป่ง ที่ทำการแกะรอยติดตามพฤติกรรมบุคคลเป้าหมายในบัญชีดำคดียาเสพติดอย่างใกล้ชิดมาเป็นระยะเวลานาน

วินาทีที่ขบวนรถของเจ้าหน้าที่จอดประกบเพื่อเตรียมบังคับใช้กฎหมายและก้าวเท้าเข้าแสดงตัวขอตรวจค้นในบ้านพัก ปฏิกิริยาตอบสนองจากชายในรถยนต์เก๋งสีขาวกลับไม่ใช่การยอมจำนน ชายคนขับทำการลั่นไกอาวุธปืนพกสั้นสวนออกมาจากตัวรถทันทีอย่างไร้ความปราณี แรงอัดระเบิดส่งผลให้ ‘กระสุนเจาะเข้าจุดสำคัญ’ ตามที่รายงานการบาดเจ็บของศูนย์ชีพจรระบุ ส่งร่างของ นายธนกร แพ่งผล อายุ 45 ปี เจ้าหน้าที่อาสาสมัครตำรวจ หรือ อส.ตร. ที่ร่วมเดินทางมาปฏิบัติงานด่านหน้า ล้มคว่ำลงในสภาพ ‘บาดเจ็บสาหัส’ ก่อนถูกหามส่งห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลโพธารามอย่างเร่งด่วน
เมื่อฝั่งผู้ต้องสงสัยเลือกใช้ความรุนแรงหมายเอาชีวิต ยุทธวิธีเด็ดขาดขั้นสูงสุดจึงถูกงัดออกมาตอกกลับทันที เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนทำการยิงโต้ตอบเพื่อระงับเหตุปะทะและทำการปิดล้อมตัวรถยนต์เก๋งคันดังกล่าว พร้อมประสานขอกำลังเสริมจากชุดปฏิบัติการพิเศษ ‘อินทรี 7’ ของตำรวจภูธรภาค 7 เข้าควบคุมสถานการณ์หน้างาน เนื่องจากไม่สามารถประเมินได้ว่าภายในรถมีอาวุธร้ายแรงชนิดใดซุกซ่อนอยู่อีกบ้าง การเจรจาเกลี้ยกล่อมเป็นไปอย่างตึงเครียดนานกว่า 1 ชั่วโมง แต่ภายในห้องโดยสารที่ติดฟิล์มทึบกลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ตอบรับกลับมา
เพื่อป้องกันความสูญเสียซ้ำสอง ชุดปฏิบัติการอินทรี 7 นำโล่เหล็กตั้งแถวกำบังเข้าประชิดตัวรถ ก่อนตัดสินใจทุบกระจกเพื่อบุกจู่โจมเคลียร์พื้นที่ สิ่งที่พบเบื้องหน้าคือสภาพ ‘ศพผู้เสียชีวิต’ ตามที่พนักงานสอบสวนและแพทย์เวรระบุในบันทึกพิกัดหน้างาน ชายคนดังกล่าวปรับเบาะเอนนอนแน่นิ่งอยู่ในตำแหน่งคนขับ มือขวายังคงกำอาวุธปืนขนาด 9 มิลลิเมตร วางอยู่บนอกในลักษณะเตรียมพร้อมสู้ตาย ตรวจสอบร่างกายพบร่องรอยบาดแผลฉกรรจ์คือ ‘ถูกกระสุนปืนบริเวณแขนและสีข้างด้านขวาหลายนัด’ ตามที่ผลการชันสูตรพลิกศพเบื้องต้นของสถาบันนิติเวชบันทึกไว้
จากการพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อยืนยันอัตลักษณ์บุคคลอย่างเป็นทางการ ปรากฏชื่อของ นายกิตติภูมิ หรือ ภูมิ ชำแระ อายุ 38 ปี เอเย่นต์รายใหญ่ในพื้นที่ เมื่อชุดสืบสวนทำการรื้อค้นภายในห้องโดยสารรถยนต์เก๋งแจ๊สสีขาวอย่างละเอียด สิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ภายในกลับเผยให้เห็นถึงมูลเหตุจูงใจในการเปิดฉากยิงสู้ตาย เจ้าหน้าที่ยึดของกลางเป็น ‘ยาบ้าและยาไอซ์’ ตามข้อมูลที่ลงบัญชีวัตถุพยานในใบรื้อค้น นอกจากนี้ยังมีสิ่งเทียมอาวุธปืนอีก 1 กระบอก แมกกาซีนบรรจุกระสุนพร้อมใช้งาน 3 อัน และเงินสดอีกจำนวนมาก
ประวัติพฤติกรรมศาสตร์จากการตรวจสอบคลังข้อมูลอาชญากรรมระบุชัดเจนว่า ชายอายุ 38 ปีรายนี้พึ่งจะ ‘พ้นโทษในคดียาเสพติดมาได้เพียง 2 ปีเท่านั้น’ สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า วงจรสีเทาดำไม่เคยทำให้คนร้ายเข็ดหลาบ ความระแวงจากการหวนกลับมาพัวพันวงจรเดิม ผสมกับการเผชิญหน้าเจ้าหน้าที่ในระยะประชิด ทำให้นายกิตติภูมิตัดสินใจเลือกทางเดินสุดท้ายด้วยการลั่นไกเปิดฉากยิงเพื่อหวังจะหนีการจับกุม แต่ต้องจบชีวิตลงด้วยมาตรการ ‘วิสามัญฆาตกรรม’ ตามหลักกฎหมายการป้องกันตัวของเจ้าหน้าที่รัฐ
MES THE SECRET BOX
ประเด็นที่สังคมตั้งคำถามในคดีนี้คือ ความเสี่ยงขั้นวิกฤตของกลุ่มอาสาสมัครตำรวจ (อส.ตร.) ซึ่งเป็นเพียงประชาชนที่เข้ามาช่วยงานราชการ แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับความรุนแรงในระดับเดียวกับตำรวจมืออาชีพ การส่งกำลังพลที่ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันตัวเต็มรูปแบบอย่างเสื้อเกราะกันกระสุนเข้าไปในระยะประชิดตัวคนร้าย ถือเป็นช่องโหว่เชิงระบบที่ต้องหยิบยกขึ้นมาทบทวน ยุทธวิธีของตำรวจตอนนี้ตามที่แถลงคือการเฝ้าระวังและขยายผลเส้นทางของกลาง แต่วิธีการเข้าชาร์จผู้ต้องหาที่มีประวัติรุนแรงและติดคุกมาแล้ว คือจุดที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ต้องถอดบทเรียนเพื่อรักษาชีวิตคนทำงานในอนาคต
MesSynthesis
เมื่อชีวิตเลือกที่จะหักหลังโอกาสครั้งที่สอง และจบด้วยการหันปากกระบอกปืนใส่ผู้ถือกฎหมาย ปลายทางเดียวที่ระบบจะเหลือไว้ให้คือความเด็ดขาดที่ไม่มีการต่อรอง
อดีตนำทาง เข็มทิศอนาคต ผมเมษครับ | Copyright 2026 MES. All Rights Reserved. สัจจะไม่ได้ต้องการการปกป้อง แต่มันต้องการ ผู้สืบทอด
#ผมเมษครับ #วิสามัญฆาตกรรม #ตำรวจภาค7 #สืบสวนสอบสวน #ราชบุรีเดือด
แถลงการณ์สิทธิ์และกรอบข้อเท็จจริง: บันทึกถ้อยคำและรายละเอียดพฤติการณ์ในบทความนี้ จัดทำขึ้นโดยใช้ข้อมูลดิบจากบันทึกการตรวจค้นของพนักงานสอบสวนและเอกสารรายงานของหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น ร่วมกับรายงานข่าวสารสาธารณะจากเดลินิวส์และสยามรัฐ เพื่อเผยแพร่เป็นวิทยาทานเชิงอุทาหรณ์สังคมและพฤติกรรมศาสตร์เท่านั้น ทางเพจไม่มีเจตนาชี้นำ สรุปผล หรือตัดสินพฤติกรรมบุคคลใดๆ ก่อนกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยจะสิ้นสุด




