[ รัฐภูมิศาสตร์มหาอุบัติ: “สิงห์ลายคราม” และยุทธการตรึงเส้นขอบฟ้าสากล ]
สมรภูมิไร้คลื่น แต่เดิมพันด้วยอธิปไตย
ท่ามกลางกระแสคลื่นลมในอ่าวไทยที่ดูสงบนิ่งเบื้องหน้า ทว่าเบื้องหลังกลับกำลังเกิดแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในทางรัฐภูมิศาสตร์ (Geopolitics) เมื่อมติคณะรัฐมนตรีของไทยเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ได้จารึกหมุดหมายสำคัญด้วยการประกาศรายชื่อคณะกรรมาธิการประนอมฝ่ายไทย เพื่อสู้ศึกกฎหมายทะเลครั้งประวัติศาสตร์กับกัมพูชา ภายใต้กระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS
นี่ไม่ใช่เกมการทูตระดับภูมิภาคทั่วไป และไม่ใช่เพียงการล้อมวงเจรจาผลประโยชน์พลังงานในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (OCA: Overlapping Claims Area) กว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร รวมถึงปมพื้นที่อ่อนไหวรอบเกาะกูด ทว่ามันคือ “สงครามกฎหมายสากล” (Lawfare) ที่ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เปิดฉากเดินเกมหงายไพ่ก่อน โดยการใช้สิทธิ์ตามมาตรา 298 และภาคผนวก 5 ของ UNCLOS บังคับให้ประเทศไทยต้องเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยในเวทีโลก
เมื่อกติกาบังคับให้ตั้งคณะกรรมาธิการรวม 5 คน โดยแบ่งเป็นโควตาของแต่ละประเทศฝ่ายละ 2 คน และร่วมกันเลือกประธานคนกลางอีก 1 คน ประเทศไทยจึงแก้เกมด้วยยุทธวิธีระดับชั้นครู ไม่ยอมตกเป็นรองในกระดานที่ถูกบีบให้เล่น ด้วยการส่งส่งสัญญาณกร้าวไปยังประชาคมโลก ผ่านการดึงตัวสองบุคคลผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดเหนือกฎหมายทะเลสากลเข้ามาสวมเสื้อทีมชาติไทย ในรหัสเรียกขานของพวกเรา: “คณะสิงห์ลายคราม”
รัฐภูมิศาสตร์อ่าวไทย และหลุมพราง “ประนอมภาคบังคับ”
ในทางรัฐภูมิศาสตร์ อ่าวไทยเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของภูมิภาคอินโดจีน ทว่าการลากเส้นเขตไหล่ทวีปที่ทับซ้อนกันตั้งแต่ปี 2513 เป็นต้นมา ได้กลายเป็นชนวนเหตุที่หน่วงรั้งผลประโยชน์มูลค่ามหาศาลใต้ท้องทะเลเอาไว้ เมื่อกัมพูชาเลือกใช้กลไก “ประนอมภาคบังคับ” ของ UNCLOS มันคือความพยายามบีบให้เส้นเขตแดนทางทะเลที่ไม่เคยตกลงกันได้ ถูกนำขึ้นมาวิเคราะห์และจัดทำข้อเสนอแนะโดยคนกลางในเวทีสหประชาชาติ
แม้ในทางหลักการ “รายงานผลการประนอมภาคบังคับจะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย” (Non-binding) หมายความว่าหากผลลัพธ์ออกมาแล้วประเทศไทยเสียเปรียบ รัฐบาลไทยมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะปฏิเสธและไม่ปฏิบัติตามได้ทันที ทว่าในโลกยุคใหม่ “น้ำหนักและแรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศ” (International Political Pressure) มีอานุภาพไม่ต่างจากอาวุธสงคราม หากคณะกรรมาธิการร่างข้อเสนอแนะออกมาในทิศทางที่เป็นลบต่อไทย แถลงการณ์ฉบับนั้นจะกลายเป็น “บรรทัดฐานสากล” ที่กัมพูชาสามารถใช้เป็นฐานที่มั่นในการกดดันไทยบนเวทีโลกไปตลอดกาล
ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงเปลี่ยน “ความจำยอม” ให้กลายเป็น “สมรภูมิสำแดงบารมี” โดยการส่งอดีตประธานศาลระหว่างประเทศว่าด้วยกฎหมายทะเล (ITLOS) ถึงสองท่านลงไปทำหน้าที่กรรมาธิการในสัดส่วนของไทย เพื่อตัดโอกาสไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามสร้างความได้เปรียบทางเทคนิคข้อกฎหมาย
อัตชีวประวัติและความอหังการของสองสิงห์ลายครามโลก
ความน่าเกรงขามของคณะสิงห์ลายครามชุดนี้ ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขอายุ แต่อยู่ที่ “มวลความรู้และบารมีสะสม” ที่แผ่ขยายปกคลุมโครงสร้างกฎหมายทางทะเลของโลกในปัจจุบัน
1. ศ.ดร. รูดิเกอร์ โวล์ฟรุม (Rüdiger Wolfrum) | พยัคฆ์กฎหมายเยอรมัน วัย 84 ปี
หากจะเปรียบเทียบในเชิงยุทธจักร ศ.ดร. รูดิเกอร์ โวล์ฟรุม คือหนึ่งในผู้ร่วมลงหมึกเขียนคัมภีร์กติกาโลกชุดนี้มากับมือ ในอดีตช่วงปี 2523 – 2525
ท่านคือตัวแทนอย่างเป็นทางการของประเทศเยอรมนี (เยอรมนีตะวันตกในขณะนั้น) เข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลครั้งที่ 3 (UNCLOS III) ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญที่ก่อกำเนิดกฎหมายทะเลที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ท่านยังเป็นหนึ่งในคณะผู้แทนเยอรมันในคณะกรรมาธิการเตรียมการจัดตั้งองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยพื้นทะเล (ISA) และศาลระหว่างประเทศว่าด้วยกฎหมายทะเล (ITLOS)
ความอหังการสูงสุดของท่านคือการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง ประธานศาล ITLOS (ระหว่างปี 2548 – 2551) และดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบัน Max Planck ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยกฎหมายระหว่างประเทศที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป ความเชี่ยวชาญของโวล์ฟรุมหยั่งรากลึกในมาตรา 298 ของ UNCLOS (ข้อจำกัดและข้อยกเว้นที่เป็นตัวจุดชนวนศึกครั้งนี้) การที่ไทยได้ตัวท่านมานั่งเป็นกรรมาธิการฝ่ายไทย จึงเท่ากับว่าเรามี “สถาปนิกผู้สร้างกฎหมาย” มาเป็นผู้ตีความกฎหมายปกป้องเรา
2. ผู้พิพากษา อัลเบิร์ต เจ. ฮอฟฟ์แมน (Albert J. Hoffmann) | สิงห์แอฟริกาใต้ วัย 71 ปี
หากโวล์ฟรุมคือสถาปนิก ผู้พิพากษาอัลเบิร์ต เจ. ฮอฟฟ์แมน ก็คือนักรบเจนสนามที่เชี่ยวชาญการขีดเส้นแดนในพื้นที่ขัดแย้งจริง
ท่านคือ อดีตประธานศาล ITLOS วาระล่าสุด (ปี 2563 – 2566) และดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาในศาลกฎหมายทะเลแห่งนี้มาอย่างต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน
ก่อนจะก้าวสู่เวทีโลก ฮอฟฟ์แมนแสดงความอหังการในฐานะที่ปรึกษากฎหมายประจำกระทรวงการต่างประเทศแอฟริกาใต้ และคณะผู้แทนถาวรแอฟริกาใต้ประจำสหประชาชาติ ผลงานชิ้นโบแดงที่แสดงถึงความเก๋าเกมคือการทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการทวิภาคีว่าด้วยการกำหนดเขตทางทะเลเกี่ยวกับเขตแดนด้านข้าง (Lateral Maritime Boundaries) ระหว่าง แอฟริกาใต้กับนามิเบีย และ แอฟริกาใต้กับโมซัมบิก ซึ่งเป็นข้อพิพาททางทะเลที่มีความซับซ้อนและกดดันสูง รวมถึงการนั่งแท่นเป็นประธานคณะกรรมการไกล่เกลี่ยขององค์การระหว่างประเทศว่าด้วยพื้นทะเล (ISA) ท่านจึงรู้วิธีการผ่อนหนักผ่อนเบาและการสกัดกั้นเหลี่ยมคูทางการทูตในชั้นศาลได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
สองแม่ทัพหน้าชั้นครู ผู้คุมจังหวะยุทธศาสตร์
ขยับมาที่การบริหารจัดการภายใน คณะเจรจาหลักของไทยที่จะทำงานสอดประสานขนานไปกับคณะสิงห์ลายคราม ถูกนำทัพโดยสองนักการทูตอาชีพสายตรงที่มีน้ำหนักตัวตนในเวทีระหว่างประเทศไม่แพ้กัน
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (หัวหน้าคณะเจรจา | อายุ 68 ปี)
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้เป็นดั่ง “ขุนพลสายเหยี่ยวที่มีปลอกคอทางการทูต”
ท่านคืออดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศที่ผ่านวิกฤตการณ์การเมืองและเขตแดนของไทยมาหลายยุคสมัย มีความเข้าใจในกลไกความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์อาเซียนอย่างลึกซึ้ง การนั่งแท่นหัวหน้าคณะเจรจาเป็นการรับประกันว่า จังหวะก้าวของไทยในเวทีประนอมจะถูกขับเคลื่อนด้วยความรอบคอบและรักษาผลประโยชน์สูงสุดของชาติเป็นที่ตั้ง
นายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ (รองหัวหน้าคณะเจรจา | อายุประมาณ 50 ปลายๆ ถึง 60 ปี)
เอกอัครราชทูต ณ กรุงคูเวต ผู้เป็น “มือกฎหมายสนธิสัญญาตัวกลั่น” ของกระทรวงการต่างประเทศ ด้วยปูมหลังที่เติบโตและเคยดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ทำให้ท่านเป็นผู้กุมข้อมูลเชิงลึกในรายละเอียด ข้อความ ตัวอักษร และประวัติศาสตร์การลากเส้นแดนทุกฉบับระหว่างไทย-กัมพูชา เป็นดั่งคลังสมองและอาวุธลับในรายละเอียดเทคนิคที่พร้อมสนับสนุนส่วนกลางได้ตลอดเวลา
MES THINKING 🤔
สัญญาณกร้าวของสยาม บนเวทีโลก
ยุทธการ “สิงห์ลายคราม” ในครั้งนี้ คือภาพสะท้อนของสถาปัตยกรรมทางความคิดที่เหนือชั้นของประเทศไทย เราไม่ได้เดินเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับของ UNCLOS ด้วยท่าทีที่ตื่นตระหนก หรือปล่อยให้กลไกสากลลากจูงไปตามเกมที่กัมพูชาวางไว้
ในทางตรงกันข้าม การจัดตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญระดับอดีตประธานศาลกฎหมายทะเลโลกทั้งสองท่าน ประกอบกับแม่ทัพการทูตและมือกฎหมายสนธิสัญญาชั้นครูของไทย คือการประกาศศักดาในเชิงรัฐภูมิศาสตร์อย่างชัดเจนว่า
“ในสมรภูมิกฎหมายสากลนี้ ประเทศไทยมีปราการเหล็กที่แข็งแกร่งที่สุด และเราพร้อมที่จะตรึงแนวรบเพื่อปกป้องผืนน้ำ อธิปไตย และผลประโยชน์ทางทะเลของชาติไว้ โดยจะไม่ยอมเสียเปรียบและไม่ยอมเพลี่ยงพล้ำให้แก่ชั้นเชิงกฎหมายของใครหน้าไหนทั้งสิ้น”
#ผมชื่อเมษครับ #การทูต #ศึกUNCLOS #ไทย #UNCLOS
อดีตนำทาง เข็มทิศอนาคต… ผมเมษครับ | © 2026 MES. All Rights Reserved.